วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับที่โรงเรียนไม่สอน..ตอน “เจาะลึกลักษณะดัชนีหุ้น”

 

(^____________________________________________^)*

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ..วันนี้ Sailorty มาพร้อมกับรอยยิ้มสำหรับเพื่อนๆทุกท่านเช่นเคย ^^* ว่าแต่จะลืม Sailorty กันไปรึยังนะ?? และนอกจากวันนี้จะมาพร้อมรอยยิ้มแล้ว  Sailorty ยังนำสาระดีดีเกี่ยวกับการลงทุนใน Stock เบื้องต้นในหัวข้อว่า.. เคล็ดลับที่โรงเรียนไม่สอน..ตอน เจาะลึกลักษณะดัชนีหุ้น โดยมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

                              ·         เจาะลึกลักษณะหุ้นสามัญ
                              ·         ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
                              ·         ปัจจัยที่มีผลกระทบกับราคาหุ้น

ถ้าพร้อมกันแล้วก็อย่ารอช้า!! มาเริ่มเนื้อหาสาระกันเลยดีกว่าค่ะ (^^*)


 
เจาะลึกลักษณะหุ้นสามัญ!!
สิทธิของผู้ถือหุ้นสามัญ
1.       สิทธิในการบริหารจัดการงานของบริษัทผ่านการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เช่น การเลือกตั้งกรรมการบริหาร การเพิ่มทุน การจ่ายเงินปันผล การครอบงำกิจการ เป็นต้น
2.       สิทธิในการได้รับผลตอบแทนจากกำไรของบริษัท เมื่อบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน และต้องการการกระจายกำไรนั้นไปสู่ผู้ถือหุ้น บริษัทจะประกาศจ่ายผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนในรูปของเงินปันผล
3.       ในกรณีที่บริษัทมีการเพิ่มทุนจดทะเบียน ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ก่อนผู้ถือหุ้นรายอื่น เพื่อให้สัดส่วนในการถือครองหุ้นของตนเท่าเดิม และเป็นการปกป้องสิทธิของตน ทั้งในเรื่องการออกเสียง และการได้รับผลตอบแทน
4.       ในกรณีที่กิจการล้มละลาย ผู้ถือหุ้นยังมีสิทธิจะได้รับส่วนแบ่งที่เหลือของกิจการภายหลังการจ่ายภาระผูกพันแก่เจ้าหนี้รายอื่นๆ

ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสามัญ ประกอบด้วย 2 รูปแบบ คือ

1.ผลตอบแทนในรูปเงินปันผล
            เป็นผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้โดยตรงในกรณีที่บริษัทมีกำไร ซึ่งผลตอบแทนประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการทำกำไร กล่าวคือ ในปีใดที่บริษัทมีกำไรมาก ผู้ถือหุ้นอาจจะได้
ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลมากขึ้น แต่ในปีใดที่บริษัทมีกำไรน้อยหรือขาดทุน ผู้ถือหุ้นอาจจะได้เงินปันผลน้อยลงหรือไม่ได้เลยก็ได้

ตัวอย่างเช่น  บริษัท ABC มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราคงที่ คือ 30% จากกำไรสุทธิ โดยบริษัท ABC มีผู้ถือหุ้นจำนวน 10 ล้านหุ้น

ปี 2548
ปี 2549
กำไรสุทธิ
100 ล้านบาท
120 ล้านบาท
เงินปันผลจ่าย
30 ล้านบาท
36 ล้านบาท
เงินปันผลต่อหุ้น
3 บาทต่อหุ้น
3.6 บาทต่อหุ้น

2.ผลตอบแทนในรูปส่วนต่างราคา                                                                                                     เป็นผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้ ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นขายหุ้นสามัญดังกล่าวไปยังบุคคลอื่น
ในราคาที่สูงกว่าตอนที่ตนซื้อมา

ตัวอย่างเช่น นักลงทุน ก. ซื้อหุ้นบริษัท ABC มาในราคา 10 บาท จำนวน 1,000 หุ้น หลังจากถือหุ้นดังกล่าวผ่านไป 1 เดือน ราคาตลาดของหุ้นบริษัท ABC ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 11.50 บาท นักลงทุน ก. จึงตัดสินใจขายหุ้นดังกล่าวออกไปทั้งหมด 1,000 หุ้น ทำให้นักลงทุน ก. ได้กำไร 1.50 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 1,500 บาท แต่อย่างไรก็ตาม ราคาตลาดของหุ้นบริษัท ABC อาจไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ดังกล่าวก็ได้ ในกรณีที่ราคาตลาดปรับตัวลดลง นักลงทุน ก. ก็มีโอกาส
ขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นบริษัท ABC ได้



ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นสามัญ
        การลงทุนใดๆ ก็ตามย่อมมีความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นสามัญก็เช่นเดียวกัน ในหัวข้อก่อนหน้าได้กล่าวถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสามัญ นักลงทุนคงรับรู้ถึงความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่เกิดจากการลงทุนแล้ว นั่นก็คือความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตนคาดการณ์ไว้ ในหัวข้อนี้จะสรุปสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ที่ส่งผลให้นักลงทุนไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดการณ์ไว้ (ทั้งผลตอบแทนในรูปเงินปันผล หรือในรูปส่วนต่างราคา)
 

 1. ความเสี่ยงทางธุรกิจ เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะของธุรกิจนั้นๆ เช่น ประเภทธุรกิจ โครงสร้างรายได้ ค่าใช้จ่ายของกิจการ ทั้งนี้ความเสี่ยงทางธุรกิจเกิดขึ้นจากการที่บริษัทตัดสินใจการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร กล่าวคือถ้ากิจการใดมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก ผลที่ตามมาคือจะทำให้กิจการนั้นมีรายการค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมาก ในทางตรงกันข้าม หากกิจการมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรน้อย รายการค่าเสื่อมราคาซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งการที่กิจการมีต้นทุนคงที่จำนวนมาก เมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงที่เท่าเดิม ก็จะทำให้กำไรของกิจการติดลบอย่างมากในปีที่ยอดขายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนลดลงไปด้วย
2. ความเสี่ยงทางการเงิน เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่กิจการสร้างภาระผูกพันทางการเงินไว้ เช่น การก่อหนี้ ถ้ากิจการใดมีการก่อหนี้จำนวนมาก กิจการนั้นก็จะมีภาระการจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมาก หากกิจการไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าที่วางไว้ กำไรของกิจการก็จะไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้ เมื่อกิจการไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยตามภาระผูกพันได้ ก็ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้

ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน
        อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรตระหนักไว้เสมอว่าการลงทุนใดๆ ย่อมมีความเสี่ยง และโดยปกติแล้วการลงทุนใดที่มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนมักขอส่วนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น นั่นก็คือคาดหวังผลตอบแทนที่ต้องการสูงขึ้นนั่นเอง และการลงทุนใดที่มีความเสี่ยงต่ำย่อมคาดหวังผลตอบแทนทึ่ต้องการต่ำด้วยเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น หากนาย ก. มีทางเลือกในการลงทุน 2 ทางเลือก คือ การฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ที่มั่นคงแห่งหนึ่ง กับให้ ข. ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกู้ยืม ซึ่งในกรณีนี้ หาก ก. ยอมให้ ข. กู้ยืมเงิน ก. ย่อมต้องการผลตอบแทนจากการให้ ข. กู้ยืมมากกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคารแน่นอน เนื่องจากโอกาสที่ ก. จะไม่ได้รับเงินต้น และดอกเบี้ยจากการฝากเงินไว้กับธนาคารมีน้อยมาก ในขณะที่การให้ ข. กู้ยืม ก. จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการที่ ข. ไม่ชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ยมากกว่า ดังนั้น หาก ก. ยอมให้ ข. กู้ยืมเงิน ก. ย่อมคิดดอกเบี้ยที่สูงกว่าการที่ตนฝากเงินไว้กับธนาคารแน่นอน ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็คือ ส่วนชดเชยความเสี่ยงที่ ก. เรียกร้องเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงที่ให้ ข. กู้ยืมนั่นเอง การลงทุนในหุ้นสามัญก็เช่นเดียวกัน เมื่อนักลงทุนเห็นว่าการลงทุนรูปแบบนี้มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทน ตามที่คาดมากกว่าการลงทุนรูปแบบอื่นๆ นักลงทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น เป็นไปตามหลักการของ High Risk High Expected Return นั่นเอง




 

*…………………………………………………………………………………………………………*
*…………………………………………………………………………………….*



ดัชนีตลาดหลักทรัพย์!!

ดัชนีราคาหุ้น เป็นเครื่องมือบ่งชี้ระดับราคา และแนวโน้มของตลาดหุ้นโดยรวม โดยดัชนีราคาหุ้นในประเทศไทยที่นิยมใช้ คือ ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ ที่เรารู้จักกันว่า “SET Index” โดย SET Index เป็นการคำนวณระดับราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเฉลี่ย ณ วัน หรือเวลาใดเวลาหนึ่งเทียบกับวันฐาน คือวันที่ 30 เมษายน 2518 (เป็นวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเริ่มเปิดดำเนินการซื้อขาย)
วิธีการคำนวณ SET Index
           SET Index คำนวณจากราคาหุ้นสามัญทุกตัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และถ่วงน้ำหนักด้วยจำนวนหุ้นที่จดทะเบียน ซึ่งมีสูตรที่ใช้ในการคำนวณเบื้องต้นที่ผู้ลงทุนควรทราบคือ
 

 

    โดยวิธีการคำนวณมูลค่าตลาดรวมของทุกหลักทรัพย์ (Market Capitalization) เราสามารถคำนวณได้โดย นำราคาหลักทรัพย์แต่ละตัว คูณด้วยจำนวนหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเราจะทำเช่นนี้กับหุ้นทุกตัวในตลาดและนำค่าที่ได้มาบวกรวมกัน




 
ตัวอย่างการคำนวณ SET Index
30 เมษายน 2518 (วันฐาน)
ราคาหุ้น
จำนวนหุ้น
มูลค่าตลาด
หุ้น ก.
10
1,000,000
10,000,000
หุ้น ข.
12
500,000
6,000,000
หุ้น ค.
15
2,000,000
30,000,000
หุ้น ง.
20
5,000,000
100,000,000
มูลค่าตลาดรวม ณ วันฐาน


146,000,000
30 เมษายน 2549 (วันปัจจุบัน)
ราคาหุ้น
จำนวนหุ้น
มูลค่าตลาด
หุ้น ก.
8
1,000,000
8,000,000
หุ้น ข.
15
500,000
7,500,000
หุ้น ค.
15
2,000,000
30,000,000
หุ้น ง.
25
7,000,000*
175,000,000
มูลค่าตลาดรวม ณ วันปัจจุบัน


220,500,000




SET50 Index และ SET100 Index
       
นอกจาก SET Index ซึ่งคำนวณจากราคาหุ้นสามัญทั้งตลาดแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังจัดทำ SET50 Index เพื่อแสดงระดับและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญจำนวน 50 บริษัท และ SET100 Index เพื่อแสดงระดับ และความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญจำนวน 100 บริษัท โดยหุ้นที่นำมาคำนวณใน SET50 Index และ SET100 Index จะเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูง มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง และมีปริมาณหุ้นหมุนเวียนที่ผู้ลงทุนทั่วไปสามารถเข้าลงทุนได้




ประโยชน์ของ SET Index, SET50 Index และ SET100 Index
        Index ในตลาดหลักทรัพย์ก็คือดัชนีราคาประเภทหนึ่ง ซึ่งประโยชน์ก็จะเหมือนกับดัชนีอื่นๆ เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงในราคาสินค้า ในกรณีของดัชนีราคาหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น SET Index, SET50 Index หรือ SET100 Index การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของค่าดัชนี ก็จะบอกถึงการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ที่อยู่ในดัชนีนั้นๆ นักลงทุนจึงสามารถใช้ Index เหล่านี้ในการวัดผลตอบแทน และความเสี่ยงจากการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณ Index นั้นได้ รวมถึงถ้าสนใจลงทุนในบริษัทขนาดกลางก็สามารถเข้าดูรายชื่อของบริษัทใน SET100 เพื่อเป็นทางเลือกในการเข้าลงทุนได้
ดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ
        นอกจากดัชนี SET Index ที่คำนวณจากหุ้นสามัญทั้งหมดบนกระดานหลัก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีการคำนวณดัชนีราคาหุ้น โดยแบ่งตามการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจของบริษัท
จดทะเบียน เพื่อช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในรายละเอียดมากขึ้น ดังนี้


            ดัชนีราคารายกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Group Index)

            เป็นดัชนีราคาหลักทรัพย์ที่ใช้สะท้อนการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ที่อยู่ใน ภาคอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยมีหลักการคำนวณเช่นเดียวกันกับการคำนวณดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย กล่าวคือใช้การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) โดยมีวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นวันฐาน คำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัวในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยไม่นำหลักทรัพย์ที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เกิน 1 ปีมารวมในการคำนวณ ทั้งนี้จะมีการปรับฐานการคำนวณดัชนีเช่นเดียวกันกับดัชนีราคา SET Index รวมทั้งเมื่อมีหลักทรัพย์ย้ายกลุ่มอุตสาหกรรม


           
ดัชนีราคารายหมวดธุรกิจ (Sectoral Index)
            เป็นดัชนีราคาหลักทรัพย์ที่ใช้สะท้อนการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ที่มีพื้น ฐาน (Fundamental) เดียวกัน โดยมีหลักการคำนวณเช่นเดียวกันกับการคำนวณดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย กล่าวคือใช้การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) คำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัวในแต่ละหมวดธุรกิจ และไม่นำหลักทรัพย์ที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เกิน 1 ปีมารวมในการคำนวณ ทั้งนี้ จะมีการปรับฐานการคำนวณดัชนี
เช่นเดียวกันกับดัชนีราคา SET Index




 
*…………………………………………………………………………………………………………*
*…………………………………………………………………………………….*


ปัจจัยที่มีผลกระทบกับราคาหุ้น!!
นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มรู้จักกับการ ลงทุนในหุ้นสามัญอาจสงสัย และมีคำถามในใจ ว่าวันนี้หุ้นที่ตนถือไว้จะเพิ่มขึ้น หรือจะลดลง”, “ราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงเกิดจากอะไรหรือ เราจะสามารถคาดการณ์ หรือรู้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นได้หรือไม่การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ นักลงทุนต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดราคาหุ้น หรือปัจจัยที่จะส่งผลกระทบกับราคาหุ้นนั่นเอง
        แนวคิดหนึ่งที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตอบคำถามดังกล่าว และช่วยให้นักลงทุนเข้าใจถึงปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดราคาหุ้น คือการใช้แนวความคิด การหามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของหุ้นสามัญ
การหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นสามัญ คืออะไร?                                                                          แนวความคิดการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นสามัญ เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า ..นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นสามัญวันนี้ย่อมคาดหวังผลประโยชน์ หรือผลตอบแทนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตจากการลงทุนในหุ้นสามัญดังกล่าว ดังนั้น ราคาหุ้นที่นักลงทุนยอมจ่ายในวันนี้จึงเป็นราคาสำหรับสิ่งที่ตนคาดหวังว่าจะได้รับในอนาคตนั่นเอง
        จากแนวคิดดังกล่าวทำให้เราทราบได้ว่า ราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปจึงน่าจะเกิดจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า สิ่งที่ตนจะได้รับในอนาคตทั้งในรูปของเงินปันผล และส่วนต่างราคาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ถ้ามีผู้คาดการณ์ว่า ..การลงทุนในหุ้นสามัญ ABC จะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลมากขึ้น
ก็จะทำให้บุคคลนั้นยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อหุ้น ABC ในราคาที่สูงขึ้น ราคาหุ้น ABC ก็จะปรับตัวสูงขึ้น

ในทางกลับกัน ถ้านักลงทุนคนหนึ่งคาดการณ์ว่าหากลงทุนในหุ้น ABC ณ ปัจจุบัน โดยถือไปอีก 2 – 3 เดือน แล้วขายต่ออาจจะได้ราคาขายต่อน้อยกว่าตอนที่ตนซื้อมา นักลงทุนคนนั้นก็จะไม่ยอมจ่ายเพื่อซื้อหุ้น ABC ณ ราคาปัจจุบัน แต่จะยอมจ่ายในราคาที่ต่ำกว่าเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่คาดว่าตนอาจจะเผชิญในอีก 2 – 3 เดือนข้างหน้า ราคาหุ้น ABC ก็จะปรับตัวลดลง
จากตัวอย่างข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า
ราคาหุ้น ณ เวลาปัจจุบัน น่าจะถูกกำหนดมาจาก 2 ปัจจัยหลักๆ คือ
1.ผลตอบแทนที่ตนคาดว่าจะได้รับทั้งในรูปของเงินปันผล และส่วนต่างราคา
2.ความเสี่ยงที่นักลงทุนจะต้องเผชิญจากการลงทุนในหุ้นสามัญ


ตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับกับความเสี่ยงที่นักลงทุนจะต้องเผชิญ   นักลงทุนบางคนอาจมีคำถามต่อว่า แล้วผลตอบแทนที่ตนคาดว่าจะได้รับทั้งในรูปของเงินปันผล และส่วนต่างราคา กับความเสี่ยงที่ตนจะต้องเผชิญจากการลงทุนในหุ้นสามัญนั้นเกิดจากปัจจัยใด ในหัวข้อนี้ขอสรุปตัวแปรหลัก 3 ประการที่เป็นตัวกำหนด ผลตอบแทน และความเสี่ยง ดังต่อไปนี้
            1. ตัวแปรทางเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ดีจะมีราคาเพิ่มขึ้น เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจดี ประชาชนจะกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น กำไรก็เพิ่มขึ้นตามมา และท้ายที่สุดเมื่อบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น บริษัทก็จะสามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนได้มากขึ้นตามไปด้วย
2. ตัวแปรอุตสาหกรรม ถ้าอุตสาหกรรมใดอยู่ในช่วงขาขึ้น ราคาหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นจะปรับ เพิ่มขึ้นตามภาวะอุตสาหกรรม ในทางตรงกันข้ามถ้าอุตสาหกรรมใดอยู่ในช่วงขาลง ราคาหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นก็จะมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลถึงความเสี่ยงจึงขายหุ้นในอุตสาหกรรมดังกล่าวออกมา
3. ตัวแปรผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ เป็น ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นโดยตรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ กลยุทธ์ของบริษัท และความสามารถของผู้บริหาร กล่าวคือ ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมไม่ดี หากผู้บริหารของบริษัทมีความสามารถสูง ก็อาจจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทลดลงไม่มาก และราคาหุ้นก็จะปรับตัวลดลงไม่มาก




ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก TSI 
"อย่ากลัวที่จะก้าวไปช้าๆ จงกลัวที่จะอยู่นิ่งเฉย"
Do not be afraid of going slowly, be afraid only of standing still. ภาษิตจีน


*……………………………………………………………………………………………………….*
*……………….ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีสำหรับ Sailorty และเพื่อนๆทุกท่าน……………….*

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับที่โรงเรียนไม่สอน..ตอน "รู้ก่อนเปิดบัญชี”"



วิธีเลือกโบรกเกอร์ออนไลน์ให้ถูกใจ!!

ในการลงทุนในตลาดทุน ทั้งตลาดหุ้นและอนุพันธ์  ผู้ลงทุนทุกคนน่าจะรู้จักบริษัทหลักทรัพย์ หรือที่มักเรียกกันว่าโบรกเกอร์ ซึ่งก็คือผู้ที่ให้บริการในการรับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน รวมไปถึงการรับชำระค่าหุ้น การส่งมอบ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการ โดยคิดค่าบริการจากผู้ลงทุนเป็นค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ยังมีบริการหลังการซื้อขาย โดยดูแลเรื่องเงินปันผล การจองซื้อหุ้นที่ออกใหม่ รวมถึงการวิเคราะห์หุ้น และให้ข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจ 

ในปัจจุบัน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีบริการซื้อขายทั้งผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดโดยตรงและซื้อ ขายด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสมาชิกทั้งสิ้น 39 โบรกเกอร์ ในจำนวนนั้นมีโบรกเกอร์ 33 ราย ที่ให้บริการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตควบคู่กัน 

สิ่งที่ควรพิจารณาในการสรรหาโบรกเกอร์คู่ใจในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต  ผู้ลงทุนต้องพิจารณาเลือกผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ ทั้งในแง่ของตัวบริษัท และเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการแก่ผู้ลงทุนโดยตรง ซึ่งนอกเหนือจากใบอนุญาตการประกอบธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งได้รับจากสำนักงานก.ล.ต.แล้ว ผู้ลงทุนต้องพิจารณาในเรื่องสำคัญอื่น ๆ ดังนี้ค่ะ

1. ฐานะทางการเงินของบริษัท ดูว่าบริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคงน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อาจตรวจเช็คได้จากงบการเงินของบริษัทว่ามีฐานะเป็นอย่างไร มั่นคงพอหรือไม่ การดำเนินงานมีกำไรขาดทุนเป็นอย่างไร มีการเตรียมการรองรับกรณีจำเป็นด้านการเงินไว้เพียงพอหรือไม่ เป็นต้น 
2. ระบบการบริหารงาน ดูว่าระบบการบริหารเป็นอย่างไร คณะผู้บริหารควรเป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้ในเรื่องธุรกิจหลักทรัพย์เป็น อย่างดี สังเกตเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อด้วยว่าเขามีความรู้ ความชำนาญ มีเครื่องมือพร้อมที่จะให้บริการหรือไม่ รวมถึงระบบการปฏิบัติงานต้องได้มาตรฐานมีประสิทธิภาพ 
3. ข้อมูลและเครื่องมือช่วยตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการซื้อขาย ผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเองจากข้อมูลที่โบรกเกอร์บริการ ส่งให้ทางอีเมลหรือบนเว็บไซต์ ดังนั้นผู้ลงทุนควรพิจารณาในแง่ของความน่าเชื่อถือของบทวิเคราะห์ และความรวดเร็วในการจัดส่งข่าวสารข้อมูลต่างๆ ซึ่งผู้ลงทุนอาจลองอ่านบทวิเคราะห์เปรียบเทียบกับโบรกเกอร์อื่นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์
4.การให้บริการแก่ลูกค้า ทีมงานช่วยเหลือเมื่อลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานระบบ รวมทั้งการให้บริการหลังการซื้อขายต่าง ๆ เช่น การชำระเงิน การโอนหุ้น ติดตามและดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณาให้ดี โดยอาจลองโทรถามเพื่อทราบเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาและการให้บริการของเจ้า หน้าที่แต่ละโบรกเกอร์เพื่อเปรียบเทียบระหว่างกัน
5.ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ ลองเปรียบเทียบว่าแต่ละโบรกเกอร์มีการคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำแตกต่างกัน อย่างไร คิดจากยอดแต่ละรายการหรือคิดจากยอดรวม ณ สิ้นวัน ซึ่งบางโบรกเกอร์อาจคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในอัตราที่สูงกว่าโบรกเกอร์อื่น แต่ก็ต้องพิจารณาถึงบริการต่างๆที่จัดให้ว่าเหมาะสมกับค่าธรรมเนียมหรือไม่
6.บริการเสริม ปัจจุบันโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อหุ้นขายผ่านอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มักจะมี บริการซื้อขายผ่านมือถือหรือ PDA ควบคู่กันด้วย โดยใช้ User Name และ Password เดียวกันและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนที่ต้องเดินทางบ่อย ซึ่งผู้ลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลดูว่ามีโบรกเกอร์ไหนให้บริการบ้าง เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการซื้อขาย
7. ความสะดวกสบายในการรับจ่ายเงินค่าหุ้น เนื่องจากโบรกเกอร์ในปัจจุบันมีการรับจ่ายเงินค่าหุ้นผ่านระบบตัดเงิน อัตโนมัติที่เรียกว่า ATS เป็นส่วนใหญ่ (ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ 1 เมษายน 2550) ผู้ลงทุนจึงควรหาข้อมูลว่าโบรกเกอร์นั้นๆใช้บริการธนาคารไหนอยู่บ้าง ผู้ลงทุนมีบัญชีกับธนาคารนั้นๆหรือไม่ เพื่อความสะดวกในการรับจ่ายเงินของตัวผู้ลงทุนเอง
หลังจากเลือกโบรกเกอร์ที่ถูกใจได้แล้ว ผู้ลงทุนสามารถเข้าไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของโบรกเกอร์นั้นๆ ในเว็บไซต์จะมี 2 เมนูย่อยคือ ทดลองใช้ฟรี (Free Trial) และในส่วนของการเปิดบัญชี (Open Account) ซึ่งถ้าเลือก Free Trial จะเป็นการทดลองใช้สามารถดูข้อมูลต่าง ๆ จากโปรแกรมได้แต่ยังไม่สามารถซื้อขายได้จริง ใช้ได้ในระยะเวลาที่กำหนด แต่ถ้าเลือกเมนู Open Account จะเป็นการเปิดบัญชีซื้อขายจริง ๆ จะต้องมีการส่งเอกสารยืนยันให้กับโบรกเกอร์ด้วย หากผู้ลงทุนต้องการเปิดบัญชี ผู้ลงทุนจะต้องกรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวต่างๆพร้อมตั้ง User Name & Password สำหรับเข้าใช้งาน ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการติดต่อกลับ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดส่งเอกสารในการเปิดบัญชีกลับมา บางโบรกเกอร์ก็สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มในการเปิดบัญชีจากเว็บไซต์ได้ด้วยตัว เอง ระหว่างรอการอนุมัติจากโบรกเกอร์ ผู้ลงทุนสามารถเข้าดูหน้าจอได้แต่ยังไม่สามารถส่งคำสั่งได้ เมื่อโบรกเกอร์ทำการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว จะมีจดหมายเแจ้งเลขที่บัญชี พร้อมทั้งรหัสผ่านสำหรับส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ (PIN) เพื่อใช้ในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต



 
เขาดูอะไรในค่า Ratio!!
 
เชื่อว่าผู้ลงทุนหลายท่านทั้งมือใหม่ และมือเก่าคงจะเคยได้ยินข้อมูลที่นักวิเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนแนะนำอยู่เสมอเรื่องเกี่ยวกับอัตราส่วนที่ สำคัญสำหรับการลงทุนในหุ้น ท่านผู้อ่านอาจคุ้นเคยกับภาพที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายท่านออกมา วิเคราะห์หุ้นต่างๆ ทางรายการโทรทัศน์ โดยยกอัตราส่วนต่างๆ เพื่อเป็นตัวช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าที่วิเคราะห์หลักทรัพย์มานั้นมี เหตุผล และมีที่มาที่ไป มิได้แนะนำหุ้นแบบลอยๆ ทั่วไป
รายการประเภทนี้มักมีเวลาในการดำเนินรายการค่อนข้างจำกัด ทำให้ผู้ดำเนินรายการไม่สามารถอธิบายลงลึกถึงรายละเอียดกันได้มากนัก ดังนั้นแม้ผู้ลงทุนจะได้ทราบข้อมูลประเภทนี้บ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าในความเป็นจริงแล้วอัตราส่วนทางการเงิน ประเภทนี้ต้องดูอย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิภาพสำหรับนำไปวิเคราะห์ขั้นต่อไปได้ดีที่สุด วันนี้จึงจะนำเอาอัตราส่วนทางการเงิน หรือค่า Ratio ตัวสำคัญๆ ที่จะต้องใช้กันเป็นประจำมาอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สำหรับโอกาสหน้าก่อนการลงทุน เราจะได้มีหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ ก่อนตัดสินใจว่าหุ้นตัวนั้นดีหรือไม่ ค่า Ratio สำคัญๆ ก็มีดังนี้ค่ะ
  1. ค่า P/E
ค่า P/E หรืออัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างราคาตลาดของหุ้นสามัญต่อกำไรสุทธิของหุ้น สามัญ ที่บริษัททำได้ในรอบปีล่าสุด ค่านี้เป็นค่าที่จะได้ยินบ่อยที่สุดเนื่องจากสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ทั้ง หุ้นรายตัว และสภาพตลาดโดยรวม แต่ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ค่า P/E สามารถประมาณการจุดคุ้มทุนให้กับผู้ลงทุนได้ เช่น หุ้น A ราคา 10 บาท มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท ดังนั้น P/E = 10 เท่า หรือเราจะได้ทุน 10 บาทคืนเมื่อถือหุ้น A ครบ 10 ปี นี่คือแนวคิดเบื้องต้นที่ทำให้คิดได้ว่า ควรซื้อหุ้นที่ P/E ต่ำ ๆ และขายหุ้น P/E สูงออกไป แต่สำหรับบางกรณี หุ้นที่ P/E สูง ๆ ก็ยังน่าลงทุนเช่น
  • หุ้นที่มีแนวโน้มของกำไรเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า Growth Stock หุ้นเหล่านี้จะมี P/E สูง แต่ถ้าต้องการดูว่าสูงจนแพงเกินราคาหรือไม่ ต้องดูที่ P/E ไม่ควรเกินการขยายตัวของกำไร เช่น ถ้าคาดว่าหุ้นจะมีการเจริญเติบโตของกำไร 15% ต่อปี ก็ไม่ควรมี P/E เกิน 15 เท่าหรือนำ P/E หารด้วย Growth ถ้าได้ต่ำกว่า 1 มากเท่าไรก็ยิ่งดี
  • หุ้นที่มีสภาพคล่องดีมักมี P/E สูงกว่าพวกหุ้นที่มี Market Cap ใหญ่ ๆ และซื้อขายปริมาณมากในแต่ละวัน
นอกจากเปรียบเทียบ P/E หุ้นต่อหุ้นแล้ว ควรเปรียบเทียบ P/E ของหุ้น กับ P/E ของตลาดรวมและกลุ่มหรือหมวดอุตสาหกรรมเพิ่มเติมด้วย เพื่อดูว่าหุ้นตัวนั้นมีมาตรฐานสูง หรือต่ำกว่ามาตรฐานของตลาด
  1. ค่า P/BV
เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างราคาตลาดของหุ้นสามัญ ต่อมูลค่าทางบัญชีของหุ้นสามัญ ซึ่งหุ้นที่มี P/BV ต่ำย่อมจะดีกว่าหุ้นที่มีค่านี้สูง ค่านี้เป็นที่นิยมเนื่องจากหาได้ง่ายจากงบการเงิน แต่อาจจะเบี่ยงเบนจากมาตรฐานได้ถ้าใช้มาตรฐานบัญชีที่แตกต่างกัน และไม่เหมาะที่จะใช้กับธุรกิจบริการที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรน้อย
  1. Dividend Yield
เป็นค่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ หากหุ้นตัวใดมีค่านี้สูงก็แสดงว่ามีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงซึ่งจะดึง ดูดผู้ลงทุนพอสมควร แต่ถ้าตัวใดมีอัตราการจ่ายต่ำก็ต้องหาข้อมูลต่อไปว่าเกิดจากการทำกำไรได้ น้อยหรือเกิดจากนโยบายที่จะนำเงินไปลงทุนมากกว่าจ่ายคืนผู้ถือหุ้น ซึ่งถ้าเป็นประการหลัง และเป็นโครงการลงทุนที่ดีวิเคราะห์แล้วน่าจะมีผลตอบแทนที่สูง ก็ไม่ได้แสดงว่าหุ้นตัวนั้นไม่ดีแต่อย่างไร
  1. Turnover Ratio
เป็นอัตราการหมุนเวียนการซื้อขาย ซึ่งใช้วัดปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ว่ามีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับ ปริมาณหุ้นจดทะเบียน ถ้ามีค่ามากแสดงว่าสภาพคล่องของการซื้อขายมีสูงกว่า พูดง่าย ๆ คือสามารถเปลี่ยนหุ้นเป็นเงินสดได้ดีกว่า
  1. Net Profit Margin
อัตราส่วนกำไรสุทธิ เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทหลังจากนำรายได้และ ค่าใช้จ่ายทุกประเภทเข้าพิจารณาแล้ว ซึ่งสามารถใช้วัดความสามารถของบริษัทในการควบคุมต้นทุน   และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกำไรสุทธิ ดังนั้นค่า  Net Profit Margin ยิ่งสูงก็ยิ่งเป็นผลดี
  1. ROA หรือ Return on Asset
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้แสดงถึงความสามารถในการทำกำไรของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ กิจการนั้นใช้ในการดำเนินงาน ยิ่งมีค่ามาก ยิ่งแสดงว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรได้มาก
  1. ROE หรือ Return on Equity
อัตราผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้น นั้นจะแสดงถึงความสามารถในการทำกำไรจากส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นการวัดผลตอบแทนต่อส่วนทุนของบริษัทว่าให้ผลเฉลี่ยในระดับใด ยิ่งมีค่ามากก็แสดงว่าผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับผลตอบแทนยิ่งมาก และถ้าค่านี้สูงแสดงว่าผู้บริหารของบริษัทนั้นมีฝีมือการบริหารงานที่ดี

อัตราส่วนทั้ง 7 ข้อนี้ค่อนข้างเป็นตัวหลัก และจะได้ยินบ่อย ๆ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ลงทุนได้เข้าใจในความหมาย และสามารถติดตามข่าวสารต่างๆ ได้โดยมีความเข้าใจมากขึ้น แต่จะให้ดีก็ต้องมีการศึกษาหาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยนะครับ เพราะต้องไม่ลืมว่า การลงทุนมีความเสี่ยง แต่สามารถบริหารความเสี่ยงให้น้อยลงได้โดยการศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนค่ะ



ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก TSI 
"อย่ากลัวที่จะก้าวไปช้าๆ จงกลัวที่จะอยู่นิ่งเฉย"
Do not be afraid of going slowly, be afraid only of standing still. ภาษิตจีน


*……………………………………………………………………………………………………….*
*……………….ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีสำหรับ Sailorty และเพื่อนๆทุกท่าน……………….*

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับที่โรงเรียนไม่สอน..ตอน “หนังสือนอกห้องเรียน”

ถึงแม้ก้าวแรกจะแสนยาก!! แต่อย่างน้อย ณ เวลานี้ก็ได้พยายามก้าว

เมื่อลองนึกย้อนกลับไปในอดีต ..ก็ทำให้รู้สึกชื่นชมตนเองขึ้นมา
จากเด็กทารกที่ทำได้เพียงนอนอ้อแอ้ ร้องงอแงอยู่ทั้งวีทั้งวัน
กว่าจะคลาน เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และอะไรหลายๆอย่าง
ในทุกเรื่องราวล้วนมาจากความพยายาม การฝึกฝน
และที่สำคัญคือ ..มาจากการลงมือปฏิบัติ
ความสำเร็จ เริ่มต้นจากการลงมือทำ

(^____________________________________________^)*

                      สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ..วันนี้ก็เริ่มต้นด้วยข้อความดีดี((รึป่าวนะ))ที่ก้องอยู่ในหัว ก่อนลงมือเขียน
          วันนี้ก็เป็นวันศุกร์แล้วนะค่ะ มีใครรู้สึกว่าวันเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือน Sailorty บ้างค่ะ?? (T^T*)
          แล้วมีใครยังไม่ได้ทำในสิ่งที่อย่างทำบ้างรึป่าว?? Sailorty ขอบอกว่า รีบรีบทำในสิ่งที่อยากทำซะนะค่ะ
          เพราะเมื่อเวลาที่ลองมองย้อนกลับไป จะได้ไม่รู้สึกเสียดายหรือเสียใจที่ปล่อยให้เวลามันผ่านไปโดยไร้ค่า
          จงอย่ามองข้ามคุณค่าของเวลา!! และอย่าลืมที่จะแสดงความรักต่อคุณพ่อคุณแม่ ..คนที่รักคุณมากที่สุด
           
            ณ เวลานี้ Sailorty กำลังหาวิธีในการต่อสู้กับความกลัวอยู่ค่ะ (^0^*) เพื่อนๆคนไหนมีวิธีดีดี อย่าลืมนำมาแบ่งปันให้ Sailorty ทราบบ้างนะค่ะ ..เพราะ ความกลัว กำลังทำลายความเชื่อมั่นที่เคยมีแบบสูงปรี๊ดของผู้หญิงคนนี้ พูดไปแล้วก็เศร้า!! เมื่อความกลัวมาเยี่ยมเยือนทีไร หัวใจก็เต้นแทบระเบิด มือไม้ก็สั่นแถมยังเย็นเป็นศพ สมาธิจางหาย ผลคือ สติแตกค่ะ ..ใช่แล้วค่ะ  Sailorty กำลังสติแตก!!
                       
หวังว่าในวันหยุดที่จะถึงนี้ จะทำให้ Sailorty รวบรวมสติกลับคืนมาได้ และสามารถหาวิธีรับมือกับความกลัวที่กำลังเผชิญอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะจบลงในวันไหน ((ขอให้เร็วกว่าปีแสงเลยจะได้ไมนะ??
แต่ถึงจะมีความกลัวมากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้ Sailorty ล้มเลิกความพยายามในการก้าวไปข้างหน้าหรอกนะค่ะ เพียงแต่ขอหยุดพักสักนิด เพื่อเติมพลังในก้าวแรกให้สำเร็จ!! เพราะบางทีทั้งร่างกายและสมองอาจจะเหนื่อยล้าเกินไป เลยทำให้ความกลัวดูใหญ่เกินกว่าความเป็นจริง เพื่อนๆเห็นด้วยรึป่าวค่ะ
ฉะนั้นในวันหยุดนี้!! Sailorty อยากให้เพื่อนๆ พักผ่อนให้เต็มที่ เติมพลังให้แก่ตนเอง^^* Sailorty เอง
ก็จะไปพักผ่อนเช่นกันค่ะ จะเอาความเครียดไปโยนทะเล แล้วเดี๋ยววันอังคารจะมาเล่าให้ฟังว่าผลเป็นไง

            มาเข้าเนื้อหาสาระของเราในวันนี้ดีกว่าค่ะ((หลังจากเกริ่นไร้สาระมาพักใหญ่ๆๆ -*- ขอโทษษษ)) Sailorty ภูมิใจนำเสนอ เคล็ดลับที่โรงเรียนไม่สอน..ตอน หนังสือนอกห้องเรียน แค่ฟังชื่อก็ชวนง่วงแล้วใช่ไมล่ะ?? แต่ขอบอกว่าหนังสือนอกห้องเรียนที่ Sailorty จะกล่าวถึงนั้น ล้วนเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระน่าติดตาม มิได้น่าเบื่อชวนง่วงงาวหาวนอนอย่างหนังสือตำราเรียนซะที่ไหน ^^*  

ก่อนอื่นต้องขอสารภาพก่อนว่าในสมัยเด็ก Sailorty เป็นคนที่ไม่ชอบในการอ่านหนังสือตำราแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นช่วงสอบก็เหอะ ฝันไปเลยว่าจะอ่าน ((เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่ควรทำตามนะค่ะ))
แต่เข้าสู่มัธยมปลายความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น ทั้งหนังสือเรียน และหนังสือนอกห้องเรียน ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะเวลานี้ Sailorty กลายเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ แต่ไม่ใช่เพราะ Sailorty ชอบอ่าน แต่มันมีเหตุผลมาจากที่ Sailorty อยากเป็นคนเก่ง จึงต้องพยายามอ่านหนังสือมาก เท่าที่จะมากได้ ยกเว้นอย่างเดียวที่ Sailorty ไม่สนใจคือ Text book “สารภาพเลยว่า ไม่ไหวค่ะ ง่วงและน่าเบื่อสุดๆ และคงไม่แปลกที่คนอย่าง Sailorty จะไม่ใช่คนที่เรียนเก่งในระบบการเรียน ถึงกระนั้น Sailorty ก็ขอบังอาจแนะนำหนังสือนอกห้องเรียน ที่สามารถทำให้คนไม่ชอบการอ่าน กลายเป็นคนที่ชอบอ่านมากๆๆ จนปัจจุบันจะสามารถสร้างห้องสมุดขนาดเล็กภายในบ้านได้แล้ว ^^* แปลกแต่จริงค่ะ หนังสือ คือ สิ่งจุดประกายความคิด ที่เป็นผลให้ Sailorty มีความคิดที่แตกต่างจากคนในวัยเดียวกัน ..ลองดูนะค่ะ หนังสือดีดีมีมากมาย มันกำลังรอให้เพื่อนๆอ่านอยู่นะ(^0^*)

*……………………………………………………………………………………………………….*
*……………………………………………………………………………………….*


เคล็ดลับที่โรงเรียนไม่สอน..ตอน หนังสือนอกห้องเรียน
 
เล่มที่ 1: สุขจัง 119% (Sekkyaku Teku wo Katsuyou Shita Koukando)



 
              แท้จริงแล้วชีวิตจริงของคนเราเต็มไปด้วยเรื่องธรรมดาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข เช่น มีงานให้ทำ มีอาหารให้รับประทาน มีร่างกายที่แข็งแรง มีเพื่อสนิทที่คุยได้ทุกเรื่อง ตลอดจนมีเวลาที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคนในครอบครัวหรือคนที่เรารัก ถ้าเรารู้จักใส่ใจในรายละเอียดในสิ่งเล็กๆ ธรรมดาเหล่านี้ ความสุขจะแบ่งบันไปถึงคนรอบข้าง ด้วย 9 เทคนิค ที่จะทำให้หัวใจคุณอิ่มเอิบ และทุกคนรอบตัวมีความสุข 

 
เล่มที่ 2: กลับหัวคิด มองโลก 80% ((Zukai) Pinch wo Change ni Kaeru Hito no Kangaekata)



 
              เนื้อหาในเล่มเต็มไปด้วยวิธีการที่ใช้ได้ผลจริง รวมถึงเทคนิคต่างๆ ที่ถือเป็นวิธีต้นแบบ พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่าย ตลอดจนตารางการวางแผนชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ ให้คุณได้ปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว และกิจกรรมต่างๆ ในสังคม เพียงแค่คุณ "คิด" และ "สร้างพฤติกรรมอย่างผู้ประสบความสำเร็จ" ทุกสิ่งที่คุณต้องการก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


เล่มที่ 3: Brain Power Organizer คู่มือ สมองดี


 
           
              จะดีแค่ไหนถ้าเรา จะใช้หนึ่งปีข้างหน้านี้เป็นโอกาสในการพัฒนาสมอง พัฒนาตัวเอง และพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้น สดใสขึ้น เก่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้นด้วย "หนูดี" ได้ออกแบบ "Brain Power-Yearly Organizer 2011" เป็นเครื่องมือช่วยจัดระบบ จัดระเบียบชีวิตประจำวันให้ทั้ง 365 วัน เป็นเหมือนบันได ให้ค่อยๆ ก้าวขึ้นไปทีละก้าวๆ ผ่านภารกิจสนุก ที่ช่วยเพิ่มพลังสมอง 12 ภารกิจ ที่ยิ่งทำก็ยิ่งสนุก ยิ่งทำก็ยิ่งสมองดี เนื้อหาในเล่มจะช่วยจัดระเบียบสมองของคุณให้ทำงานได้ดี โดยเริ่มจากการฝึกตัวเองอย่างง่ายๆ ทุกๆ เดือน เดือนละหนึ่งอย่าง เริ่มตั้งแต่การตั้งเป้าหมายชีวิต เมื่อตั้งเป้าหมายได้โดนใจตัวเองแล้ว จากนั้นก็มาเรียนรู้เรื่องการจัดการกับเวลา เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ทุกคนในโลกนี้มีเท่ากัน แต่ผลที่ปรากฏจริงๆ ก็คือ เราทุกคนในโลกนี้ประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน คนที่จัดการเวลาได้ดีกว่า ก็จะได้เปรียบในชีวิตมากกว่า ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยน ไปตามขั้นตอนที่หนูดีแนะนำไว้ทีละขั้นๆ แล้วคุณจะมีแรง มีพลังสดใส กลับมาเริ่มต้นปีต่อไปอย่างคนที่พร้อมจะสมองดี มีความสุขมากขึ้นทุกๆ ปี

 
เล่มที่ 4:แค่ 30 นาทีก่อนนอน เปลี่ยนคนแย่เป็นยอดเยี่ยม (Nerumae 30-Pun Wo Kaenasai)





             เชื่อหรือไม่ ว่า... การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคุณในช่วงก่อนนอน และตอนเช้าในระหว่างที่เรานอนหลับนั้น สมองของคุณจะมีการพัฒนาได้หลายต่อหลายเท่า ถ้ารู้วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็สามารถช่วยให้เปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่สามารถเรียนหนังสือหรือทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเพียงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคุณในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของแต่ละวันเท่านั้นเอง ถ้าคุณคิดว่าการพัฒนาตนเองนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้คุณได้พบความสุข หนังสือเล่มนี้จะช่วยแนะนำเคล็ดลับที่ไม่ยากเกินกว่าใครจะลองทำ เพื่อให้คุณได้สัมผัสกับความยอดเยี่ยมทางความคิดและการใช้ชีวิต จนคุณเองต้องแปลกใจ!!


เล่มที่ 5: ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่พรแสวง ไม่ใช่แค่มี พรสวรรค์





              "ความสำเร็จใน ชีวิต" น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน เพราะนั่นหมายถึงชื่อเสียง เกียรติยศ ความภาคภูมิใจ และความมั่งคั่งที่คาดว่าจะได้รับ แต่ความสำเร็จนั้น มิใช่สิ่งที่จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน คนส่วนมากมักจะคิดกันไปเองว่า ต้องเกิดกับคนที่มีพรสวรรค์เท่านั้น ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย อย่าไปเชื่อแบบนั้น เพราะทุกคนประสบความสำเร็จได้ ถึงแม้ไม่มีพรสวรรค์หรือมีน้อยก็ตาม หากคุณได้รู้เคล็ดลับและวิธีปฏิบัติด้วยการสร้าง "พรแสวง" จนกลายเป็นพรสวรรค์ใหม่ ที่จะทำให้ตนเองนั้นโดดเด่น เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นและความสามารถ ก็จะพบกับความสำเร็จได้ตามที่คุณต้องการ คนอื่นทำได้ คุณก็ทำได้เช่นกัน และเคล็ดลับทั้งหมดนั้น ได้ถูกรวบรวมไว้ให้คุณได้ศึกษาแล้วในเล่ม


เล่มที่ 6: คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก (The Magic of Thinking Big)





                  เนื้อหาในเล่มเต็มไปด้วยวิธีการที่ใช้ได้ผลจริง รวมถึงเทคนิคต่างๆ ที่ถือเป็นวิธีต้นแบบ พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่าย ตลอดจนตารางการวางแผนชีวิตอย่างยิ่งใหญ่ ให้คุณได้ปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว และกิจกรรมต่างๆ ในสังคม เพียงแค่คุณ "คิด" และ "สร้างพฤติกรรมอย่างผู้ประสบความสำเร็จ" ทุกสิ่งที่คุณต้องการก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หากคุณเป็นอีกคนที่กล้าคิดใหญ่ และอยากประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้ 


เล่มที่ 7: ถ้าคิดว่าทำได้... คุณก็ทำได้ (If You THINK You CAN)





              หนังสือเล่มนี้มี เนื้อหาของกฎแห่งความสำเร็จ 13 ประการ ที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นๆ จะเป็นอะไรก็ตาม พร้อมเรื่องราวมากมายที่จะสร้างแรงบันดาลใจและความเข้าใจให้คุณ ทั้งในแง่ของการประสบความสำเร็จและความล้มเหลว รวมถึงยังให้แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการไขว่ค้าความสำเร็จอีก ด้วย หากคุณเป็นคนที่กำลังมองหาแรงบัลดาลใจในการสร้างความสำเร็จให้กับชีวิต


เล่มที่ 8: ซุนวู สอนพลิกเกมธุรกิจ (ฉบับสมบูรณ์)




                ซุนวู สอนพลิกเกมธุรกิจ กุนซือคู่ใจสำหรับนักธุรกิจและนักการตลาดทุกระดับ ในหนังสือเล่มนี้คุณจะพบกับขุมทองทางปัญญามากมายที่ ซูนวู มหาปราชญ์ของโลกได้ทิ้งไว้ พบกับการพลิกเกมธุรกิจของบริษัทชั้นนำของโลกและของเมืองไทยกว่าร้อยองค์กร ในแนวทางที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง รู้เราแต่ไม่รู้เขา โอกาสชนะเพียงครึ่ง ไม่รู้ทั้งเรา ไม่รู้ทั้งเขา รบร้อยคร้งแพ้ร้อยครั้งเช่นกัน


*……………………………………………………………………………………………………….*
*……………………………………………………………………………………….*


ขอจบการนำเสนอในจำนวน 8 เล่มแล้วกันนะค่ะ ^^* หวังว่าพอจะมีประโยชน์แก่ใครหลายคน
ถ้าไม่เป็นการรบกวน ..ในวันหยุดนี้ ก็ลองติดไม้ติดมือไปอ่านยามพักผ่อนสักเล่มสองเล่มนะค่ะ
*-- ขอให้มีความสุขในการอ่าน ..เจอกันวันอังคารค่ะ --*